ธรรมาภิบาล - ประชาสังคมนนทบุรี

วงสนทนา “ประชาธิปไตยประชาชน”
วันที่ 30 เมษายน 2553 ห้องประชุม 2 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี
ภาคเช้า 9.00 - 12.00 น.
ธรรมาภิบาลกับภาคประชาสังคม
ธรรมาภิบาล ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย งานด้านนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2522 พร้อมกับหน่วยงานผู้บริโภคของรัฐบาล แต่เกือบจะไม่มีกิจกรรมด้านนี้ จนถึงปี 2535 จึงได้มีการพูดถึง “ธรรมาภิบาล” อีกครั้งจนในที่สุดจึงมีออกพระราชบัญญัติองค์กรด้านธรรมาภิบาล ที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี
หลักธรรมาภิบาล
หลักธรรมาภิบาล สามารถอย่างง่ายได้เป็น “เป็นธรรม ประหยัด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และประเมินผล”
- เป็นธรรม ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้เป็นธรรม
- ประหยัด การใช้งบประมาณเพื่อการให้บริการต้องมีความประหยัด
- ประสิทธิภาพ งบประมาณที่ใช้นั้นต้องได้ผลลัพธ์เหมาะสม
- ประสิทธิผล ผลงานของการใช้งบประมาณต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่า
- ประเมินผล ต้องมีการประเมินผลที่เหมาะเพื่อทำให้ทราบการใช้เหล่านั้นตอบสนองประชาชนได้อย่างประหยัด มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ธรรมภิบาล ได้อธิบายไว้ดังนี้
บริหารราชการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- ประชาชนต้องได้รับความสุขจากการบริหารบ้านเมืองของภาครัฐ
บริหารราชการเพื่อให้เกิดสัมฤทธิผล
- ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า
- การปฏิบัติงานต้องมีความคุ้มค่าและผลต่อสังคม
- ต้องมีการบูรณาการหน่วยงาน ทั้งระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
- พัฒนาองค์กรให้เป็นองค์แห่งการเรียนรู้
บริหารราชการที่มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า
- ต้องมีการประกาศรายละเอียดโครงการ และคำชี้แจง ถ้ามีความล่าช้า
- ธรรมาภิบาล เน้นความเป็นธรรมและความโปร่งใส โดยเฉพ้านการจัดซื้อจัดจ้าง
กลไกของธรรมาภิบาล
สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามกฎหมายจัดตั้ง กรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (กธจ.) ทำหน้าที่ดำเนินกิจกรรมด้านนี้โดย กธจ. ประกอบด้วย
- ตัวแทนองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น
- ตัวแทนภาคประชาสังคม
- ตัวแทนธุรกิจเอกชน
- ตัวแทนสำนักนายกรัฐมนตรี 1 ท่านเป็นเลขานุการ
- ตัวแทนจังหวัด 1 ท่านเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
ขณะเดียวกัน องค์กรด้านธรรมาภิบาลในระดับจังหวัด ถูกมองว่า เป็นเสื้อกระดาษ เพราะต้องกลไกและทรัพยากรของหน่วยราชการ จึงมีโอกาสทำงานได้ยาก
ความเป็นไปได้ของธรรมาภิบาล
พื้นฐานสำคัญของธรรมาภิบาลคือ ประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลักดันและตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐ