พุทธณี กางกั้น : ความมั่นคงกับสิทธิในความต่าง

seminar's picture

 พุทธณี กางกั้น คณะทำงานเพื่อยุติธรรมสังคม

                ในตอนแรกที่ได้รับโจทย์ที่พูดวันนี้มาจากทางคณะผู้จัดงานนั้น ก็รู้สึกว่าเป็นโจทย์ที่ยาก โดยส่วนตัวแล้วก็เรียนทางด้านรัฐศาสตร์และสิทธิมนุษยชนมา คำว่านิติรัฐกับตนเองนั้นเป็นอะไรที่ค่อนข้างที่จะอธิบายยาก เมื่อไปถามเพื่อนที่ทำงานในด้านนี้ว่าจริงๆ แล้วนิติรัฐคืออะไร ก็ได้คำตอบว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วนิติรัฐนั้นหมายความว่าอะไร รู้แค่ว่ามันคือความพยายามให้มีกฎหมายเพื่อการดำรงอยู่ของรัฐ ก็รู้สึกว่าโจทย์ยากมากๆ แต่ในความยากของมันก็มีความท้าทายอยู่ด้วย

                วันนี้ที่มาก็เข้าใจว่าคณะผู้จัดอาจจะเห็นว่าคณะทำงานฯ งานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีการใช้กฎหมายพิเศษทั้งสามฉบับคือ พรบ.ความมั่นคง พรก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก ทางคณะผู้จัดจึงอาจจะอยากให้มาพูดเรื่องนี้ แต่ต้องอธิบายก่อนว่าทางคณะทำงานฯ ไม่ได้ทำงานเฉพาะในเขตพื้นที่สามจังหวัด และในพื้นที่ก็มีองค์กรอื่นๆ อีกมากมายที่ทำงานทั้งในเรื่องของความยุติธรรม นิติรัฐ กระบวนการยุติธรรมในศาล ฯลฯ

                สิ่งที่จะพูดในวันนี้ก็คงพูดถึงพื้นที่สามจังหวัดฯ แต่ก็อยากพูดเรื่องของคนชายขอบกลุ่มอื่น ที่ได้รับผลกระทบจากความมั่นคงของรัฐด้วย เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือแรงงานข้ามชาติ แต่เรื่องนี้เดี๋ยวคุณอดิศรคงจะกล่าวถึง

                จากที่ฟังมาในวันนี้ทั้งหมด ก็มีโจทย์ที่ตนเองรู้สึกสนใจโดยมองจากภาพรวมของประเทศไปจนถึงในพื้นที่ที่ทำงาน ถ้าถามว่าทำไมสังคมไทยไม่ทำอะไร คิดว่าสังคมไทยก็ยังคงงงๆ อยู่ อันนี้ไม่ได้พูดไปไกลถึงระบบของสังคม แต่เหตุการณ์ที่เกิดในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมานี้ มันทำให้สังคมไทยเกิดความงงงวย รวมไปถึงคนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนด้วย ตอนนี้คนถูกแบ่งออกเป็นเหลือง แดง ชมพู หรืออะไรก็ตาม ตัวคนทำงานเองก็งง เลยไม่แปลกว่าทำไมภาคประชาชนถึงรวมตัวกันยาก อย่างคนที่เคยเข้าป่าด้วยกัน ตอนนี้ก็แตกต่างกันไปแล้ว

                เวลาที่เราพูดถึงประชาธิปไตยแบบไทยๆ บางทีก็เกิดคำถามข้นมา ทั้งจากการทำงานด้วยว่าจริงๆ แล้ว เราซึ่งเป็นภาคประชาชนเคยตั้งคำถามมั้ยว่าจริงๆ แล้วรัฐที่เราพึงปราถนาเป็นยังไง เราเชื่อว่าระบบประชาธิปไตยเป็นระบบที่ดีที่สุดในโลกปัจจุบันนี้ แต่ว่าแล้วสิ่งที่คนไทยต้องการจริงๆ คืออะไร? ไม่ได้จะพูดว่าคนไทยไม่ต้องการประชาธิปไตย แต่จะชี้ว่าจริงๆ แล้ว เราเคยถามมั้ยว่าคนไทยต้องการอะไร เรื่องนี้จะโยงไปถึงงานที่ทำในพื้นที่สามจังหวัดฯ ว่า จริงๆ แล้วเขาต้องการอะไร?  

                จากงานที่ทำแล้ว ทำให้ทาบว่านิติรัฐ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Rule of Law นั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในพื้นที่ สิ่งที่เราเป็นมันไม่ใช่ Rule of Law แต่เป็น Rule of Lord หรืออะไรก็ตามที่สุดท้ายแล้วมันคือระบบอุปถัมภ์ ระบบบุญคุณ ระบบเพื่อนพ้อง ซึ่งถามว่าระบบเหล่านี้คือประชาธิปไตยหรือเปล่า? และนี่คือรากฐานของสังคมและวัฒนธรรมของสังคมใช่หรือไม่? แล้วระบอบนี้สอดคล้องกับประชาธิปไตยมั้ย? แล้วนี่คือระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ใช่หรือไม่?

                ตัวอย่างของ Rule of Lord ที่เจอในการทำงานในพื้นที่ ที่พอจะเป็นตัวอย่างให้ได้ว่าสิ่งนี้คือนิติรัฐหรืออะไรกันแน่ ก็คือในพื้นที่สามจังหวัดฯ จะมีการใช้ทั้งกฎหมายพิเศษทั้งสามฉบับ และก็มีการใช้กฎหมายธรรมดา คือกฎหมายอาญาควบคู่ไปด้วย เวลาที่ทางการจะเรียกตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบนั้น ทางรัฐจะใช้กฎอัยการศึก และ พรก.ฉุกเฉิน โดยที่สามารถเรียกตัวได้โดยที่ไม่ต้องมีหมายค้น หากพบว่าผู้ต้องสงสัยนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไม่ว่ามากหรือน้อย แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิด สิ่งที่ทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับมอบอำนาจในพื้นที่ก็จะทำการต่อรอง โดยจะต่อรองว่าถ้าหากใช้มาตรการทางกฎหมาจะสามารถใช้กฎหมาอาญามาตราใด มาตราหนึ่งได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่จะไม่ทำเช่นนั้น เพื่อเป็นการสร้างความสมานฉันท์ในพื้นที่ แต่จะทางเจ้าหน้าที่จะขอให้ผู้ต้องสงสัยนั้นไปเข้าค่ายอบรม 20 วันบ้าง 7 วันบ้าง ตามแต่ที่รัฐ กอ.รมน. หรือ ศอบต. จะกำหนดขึ้นมา

                คำถามคือนี่คือหลักนิติรัฐหรือเปล่า? การต่อรองแบบนี้เรียกว่าระบบอะไร? เวลาที่เรียกทางผู้ต้องสงสัยมาคุณใช้กฎหมายพิเศษ แต่ตอนที่คุยกลับใช้กฎหมายธรรมดา เพื่อให้มีแนวโน้มว่าอาจจะต้องติดคุก แต่ถ้าต่อรองได้ด้วยการไปค่าย 7 วัน หรือ 20 วัน ก็หลุด ไม่ต้องรับโทษ ตรงนี้คงต้องถามนักกฎหมายว่านี่คือหลักนิติรัฐ หรือ Rule of Lord

                โดยเฉพาะในบางคดีที่ถ้าหากคุณมีเส้นสาย หรือสามารถเข้าถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่คุณอาจจะไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเลยก็ได้ ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นผู้เกี่ยวข้อง แต่ในทางกลับกันกับชาวบ้านที่บริสุทธิ์ แต่เข้าถึงอำนาจหรือตัวกลไกใหญ่ๆ ก็อาจต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม นี่คือภาพของสังคมที่เกิดขึ้น แล้วมันคือนิติรัฐแบบไทยๆ ใช่มั้ย?

                ทีนี้หากพูดถึงเรื่องของความมั่นคง ต้องยอมรับว่าในพื้นที่พิเศษนั้นมีปัญหาเรื่องของความมั่นคงจริงๆ ตรงนี้ก็มองอย่างเห็นใจรัฐว่า รัฐเองก็พยายามที่จะแก้ปัญหาว่าจะทำยังไงปัญหาความมั่นคงถึงจะคลี่คลาย เครื่องมือที่รัฐบาลนำมาใช้คืออะไร? เครื่องมือที่รัฐใช้เครื่องมือแรกคือทหาร ซึ่งคงไม่ต้องอธิบายเพิ่มว่าเองราวของทหารในไทยเป็นอย่างไร เครื่องมือที่สองที่รัฐนำมาใช้คือกฎหมายพิเศษ ซึ่งมองแค่เครื่องมือสองเครื่องมือนี้ก็รู้สึกแล้วว่าเครื่องมือที่รัฐนำมาใช้นั้นมีปัญหาหรือเปล่า? ความตั้งใจจริงของรัฐที่จะแก้ปัญหาอาจมีอยู่ แต่เครื่องมือที่ใช้ เป็นเครื่องมือที่ประชาชนต้องการจริงๆ หรือไม่?

                ที่น่าสนใจอีกประการคือ เครื่องมือที่รัฐนำลงไปใช้ในพื้นที่ไม่ได้ไปโดดๆ พร้อมงบประมาณหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ลงไปพร้อมกับทัศนคติ อคติ และความเป็นชาตินิยม ถามง่ายๆ ว่าเราทุกคนคิดอย่างไรกับคนลาว คิดอย่างไรกับคนเขมร? มีใครคิดมั้ยว่าเราฉลาดน้อยกว่าหรือเจริญน้อยกว่า 80-90% ลึกๆ แล้วเราเชื่อว่าเราดีกว่า ในขณะเดียวกันกับคนในสามจังหวัดฯ เราคิดอย่างไร? ตรงนี้อาจจะพอสะท้อนทัศนคติสาธารณะ หรือทัศนคติของรัฐได้

                ที่พูดทั้งหมดนี้ไม่ได้จะบอกว่าคนในพื้นที่นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ทุกคน เมื่อเราลงไปทำงานเราพบว่ามีชุดความคิดสองชุด ขอคนทำงานทั้งของรัฐและของภาคประชาชน ชุดความคิดแรกเป็นชุดความคิดแบบโรแมนติก มองอย่างเห็นอกเห็นใจคนในพื้นที่ มองว่าชาวมลายูมุสลิมถูกทุกอย่าง และเรา –คนไทย- เป็นคนที่นำความเลวร้าย นำความเป็นอาณานิคมลงไปในพื้นที่ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าก็เป็นการมองที่ถูกส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมองด้วยว่าความเป็นชาตินิยมของคนในพื้นที่เองนั้นก็มี ชุดความคิดที่สองคือการลงไปทำงานด้วยความคิดที่ว่าไม่ชอบ ด้วยความรู้สึกว่าจะต้องลงไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคนเหล่านี้ ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาคงไม่ใช่แค่นิติรัฐ แต่ต้องดูที่ชุดความคิดของคนในสังคมด้วย

                ในเรื่องของทัศนคติ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นคนกี่เปอร์เซนท์ที่มองว่าชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นความมั่นคงของประเทศ อาจจะมีหลายจังหวัดที่มีความยินดีที่มีการจัดร้องเพลงชาติที่ศาลากลางจังหวัด แต่ต้องยอมรับว่าก็มีบางจังหวัดที่มีความอึดอัดที่จะดึงผู้คนให้มาร่วมร้องเพลงชาติร่วมกัน ซึ่งต้องตั้งคำถามก่อนว่าในขณะที่มีการนำทัศนคตินี้ลงไปในทุกพื้นที่ ปัญหาของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือปัญหาความมั่นคงของรัฐด้วยหรือเปล่า? นิยามของทั้งสามสิ่งนี้คือใคร หรืออะไรกันแน่?

                หากถามว่าแล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร จากที่ทำงานมาคิดว่ามีสิ่งหนึ่งที่สำคัญทั้งในพื้นที่รวมถึงส่วนกลางด้วย นั่นคือจะมีวิธีใดมั้ยที่จะสร้างระบบที่ประชาชนจะสามารถออกแบบได้ด้วยตัวเองจริงๆ ซึ่งก็ต้องตั้งคำถามกลับว่าถ้าจะให้ประชาชนออกแบบเองนั้นจะต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้า? มันเป็นแค่การไปเลือกตั้ง หรือไปถามใครสักคนหรือเปล่า ชุดความคิดหรือข้อมูลของคนในพื้นที่มีครบมั้ย? รอบด้านหรือเปล่า?

                สุดท้ายอยากยกตัวอย่างถึงตัวอย่างในต่างประเทศ ในเรื่องความมั่นคงของประชาชนภายใต้ความไม่มั่นคง ซึ่งแต่ละประเทศก็มีวิธีการตัดการกับปัญหาที่แตกต่างกันไป

                เช่นในอังกฤษ หรือฝรั่งเศส ที่อาจจะมีประสบการณ์เลวร้ายบางอย่างที่ทำให้เค้าคิดว่าอัตลักษณ์ในทางศาสนานั้นเป็นสิทธิ หรือเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เมื่ออยู่ในสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่ควรที่จะนำออกมาแสดง อย่างในอังกฤษก็มีการประท้วงไม่ให้มีการใช้กฎหมายฉบับเดียว คือไม่ให้นำกฎหมายอิสลามมาใช้ หรือในฝรั่งเศสที่มีการห้ามไม่ให้เด็กนักเรียนสวมสัญลักษณ์ที่แสดงว่าตนเองนั้นนับถือศาสนาอะไรมาโรงเรียน

                หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือในอาเจะห์ อินโดนีเซีย และมินดาเนาในฟิลิปปินส์ ในอาเจะห์นั้นได้มีการปกครองพิเศษ มีการใช้ศาสนาอิสลาม ส่วนในมินดาเนาก็มีการต่อรองให้มีการปกครองพิเศษ ซึ่งนี่ก็เป็นทางเลือกของประชาชน แต่เอาเข้าจริงในอาเจะห์เองก็เริ่มมีปัญหาและผลกระทบจากการใช้กฎหมายอิสลาม มินดาเนาก็ยังหาวิถีทางที่ลงตัวชัดเจนไม่ได้ว่าสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ นั้นคืออะไร?

                สิ่งที่สำคัญคือประชาชนควรมีสิทธิเลือก แต่ประชาชนเองก็ควรมีองค์ความรู้ชัดเจนและเพียงพอ พอที่จะเลือกได้ 

เลือกอ่านตอนอื่นๆ ของงานเสวนาได้ที่ http://www.openthaidemocracy.com/node/70

0