อดิศร เกิดมงคล : แรงงานข้ามชาติกับสิทธิและความมั่นคง

seminar's picture

อดิศร เกิดมงคล : ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานความชาติ 

พอพูดถึงแรงงานข้ามชาติ  แรงงานข้ามชาติกับนิติรัฐ และความมันคง และก็เรื่องสิทธิเสรีภาพ  คือจริงๆ เรื่องแรงงานข้ามชาติ มันถูกจัดการโดยรัฐจัดการโดยฐานความคิดเรื่องความมันคงอยู่แล้วในตัวมันเอง ในการจัดการเริ่มต้นกับแรงงานข้ามชาติเขาไม่ได้มองเป็นว่าแรงงานกลุ่มนี้จะต้องได้รับการดูแลหรือได้รับการคุ้มครอง แต่เป็นกลุ่มคนที่ถูกมองแค่สองอย่างคือ หนึ่งต้องถูกควบคุม เพราะเป็นคนที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย เป็นแรงงานที่จะต้องให้นายจ้างเอาไปทำงาน ฉะนั้นเรื่องนี้ จึงรัฐจึงมีนโยบายที่ชัดเจนว่าต้องควบคุม ต้องควบคุมยังไง ต้องควบคุมโดยการออกบัตรให้โดยบอกว่าบัตรใบนี้ จำกัดสิทธิสามเรื่องที่คนทั่วไปมี เช่น ห้ามเดินทางออกนอกพื้นที่เขตจังหวัดที่ได้รับอนุญาต แม้วันนี้พรุ่งนี้ญาติพี่น้องที่อยู่จังหวัดถัดไปจะป่วยจะตาย ก็ไม่สามารถจะเดินทางไปได้โดยอย่างเป็นทางการโดยที่เจ้าหน้าที่ไม่จับกุมถ้าเจ้าหน้าที่เจอ ซึ่งก็เป็นปัญหา เป็นสิทธิเบื้องต้นต้องมาถูกควบคุมโดยอำนาจรัฐ 

เนื่องจากว่ามันเป็นภาวะพิเศษที่รัฐไทยก็ไม่รู้จะจัดการเรื่องนี้ยังไงโดยใช้ ความเป็นข้อยกเว้นอันนี้มาใช้ สังเกตได้ว่าถ้าไปดูบทกฎหมายแรงงานข้ามชาติ  มันแค่เป็นข้อยกเว้นทั้งนั้นเลย อย่างเช่น ระบบตรวจคนเข้าเมืองก็ใช้มาตรา 17 ซึ่งมันเป็นข้อยกเว้นว่าให้รัฐบาลจะใช้หรือไม่ใช้กฎหมายตรงนี้ข้อใดก็ได้ สองก็คือพรบ. การกระทำเป็นคนต่างด้าว ก็ไปยกเว้นการจ้างงานบางประเภท ซึ่งก็เป็นส่วนที่รัฐใช้ควบคุม และทำให้ความมั่นคงของรัฐดำรงอยู่ ซึ่งผมก็งงว่าความมั่นคงของรัฐในแรงงานข้ามชาติคืออะไร คือหนึ่งอาจจะเป็นที่พวกเขาไม่ใช้คนไทย สองก็คือไม่รู้จะระบุตัวยังไงด้วย ซึ่งผมก็เชื่อว่ามีคนไทยหลายคนที่ระบุตัวไม่ได้ว่าเป็นใครไม่ใช่เฉพาะคนข้ามชาติหรือแรงงานข้ามชาติ พอมันไปจำกัดพอมันไปเอาเรื่องความมั่นคงเป็นตัวตั้ง มันทำให้มันไม่มีคติเรื่องความเป็นคนที่ไม่มั่นคง มันโยงมาสู่ความกลัว ความกลัวในสังคมไทย ฉะนั้นปัญหาที่มันเกิดขึ้นด้วยการกระทำของรัฐซึ่งไม่ได้ทำเฉพาะในแง่กฎหมายมันใช้ในแง่ของการเมืองมันใช้ในแง่ของโฆษณาความเชื่อด้วย  คือมันมีช่วงหนึ่งที่รัฐบาลไทยพยายามจัดการคนกลุ่มนี้ โดยการออกรณรงค์เป็นสื่อทางทีวีเปรียบเทียบกันแรงงานข้ามชาติกับงูเห่า ซึ่งทำให้เห็นชัดกว่าคนกลุ่มนี้ถูกทำให้เป็นอันตราย เป็นปัญหาของรัฐที่ควรจะต้องตระหนัก สิ่งสำคัญคือมันสร้างความกลัวขึ้นมา

ปัญหาของความกลัวแบบนี้มันทำให้ท้ายที่สุดแล้วพอมันมีภาวะความรุนแรงเกิดขึ้นกับคนกลุ่มนี้ มันทำให้เกิดความชอบธรรมของคนที่กระทำ เช่น นายจ้างก็จะสามารถละเมิดสิทธิแรงงานตามกฎหมายที่คุ้มครอง    กฎหมายของไทยก็ดีอยู่อย่างตรงที่มันคุ้มครองแรงงานทุกคน แต่จะได้หรือไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่อง  ก็จะทำให้การคุ้มครองแบบนี้มันหายไป หรือบางครั้งมันก็จะทำให้เรื่องความรุนแรงเชิงกายภาพ การทำร้ายร่างกาย การเข้าไปขูดรีดเขา กลายเป็นเรื่องปกติในสายตาของคนไทย เพราะมันถูกมองและรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่พวกเราและไม่ถูกคุ้มครอง แม้คนกลุ่มนี้จะถูกคุ้มครองโดยกฎหมายก็ตาม  ประการต่อมาเมื่อมันใช้ความมั่นคงเป็นตัวนำ มันมีข้อยกเว้นทางกฎหมายมันก็จะไม่ใช้กฎหมาย ฉะนั้นการตัดสินใจบางอย่างหรือการกระทำของรัฐมันเลยเป็นเรื่องการเมือง มันจึงเป็นการเลือกว่า กฎหมายนี้ จะเลือกใช้กับใครหรือไม่ใช้กับใครได้ เช่นกรณีเรืองของปัญหาการเกิดอุบัติเหตุในการทำงาน แม้กฎหมายแรงงานจะให้ใช้กับแรงงานทุกคนที่มีนายจ้าง แต่ปรากฏว่าคนของรัฐก็ยกเว้นไม่ใช้กับแรงงานกลุ่มที่เป็นแรงงานต่างสัญชาติ และก็ไม่มีพาสปอร์ต โดยอ้างว่าเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ไม่มีเอกสารแสดงตัวที่ชัดเจน ก็เลยไม่ใช่ ทั้งๆที่จริงโดยหลักการของกฎหมายมันต้อง การสร้างความมั่นคงหลักประกันให้กับคนงาน แล้วคนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด แต่ปรากฏว่ากฎหมายก็ไม่ได้คุ้มครอง นี่เป็นอีกอย่างที่กฎหมายไทยกระทำกับคนกลุ่มนี้ 

 

ประเด็นต่อมาก็คือ รัฐใช้ทั้งกฎหมายและใช้ตัวนโยบายในการที่จะปกครองโดยเน้นเรื่องความมั่นคง มันทำให้เวลาเกิดสถานการณ์แบบหนึ่งขึ้นมา  เช่น ถ้าหากว่ามีการเลิกจ้างภายใน7วัน และไม่มีการหานายจ้างใหม่ได้ เท่ากับคนงานกลายเป็นคนที่เข้าเมืองผิดกฎหมายโดยปริยาย โดยตัวระเบียบของรัฐ มันก็เลยมีปัญหาของการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งถ้าในทั่วไปคนงานก็จะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย  ถ้าเป็นคนงานไทยหรือเป็นคนงานที่มีการระบุตัวตนชัดเจน   ก็จะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย แต่ว่าปัญหามันคือว่าตัวกฎหมายที่ใช้คุ้มครองมันใช้เวลานาน คือรัฐทำราวกับว่าคนทุกคนได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายหมด แล้วรัฐไม่ต้องทำอะไร เช่นการคุ้มครองแรงงานคุ้มครองทุกคน ฉะนั้นแรงงานข้ามก็จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นวิธีการก็คือคุณก็ต้องเข้ามาใช้ แต่คำถามมันคือว่า จะมีแรงงานต่างชาติสักกี่คนที่สามารถเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐได้ และเข้ามาใช้ได้จริง หรือ ข้อสองทัศนะคติที่มันถูกว่างรากฐานมาจากเรืองความมั่นคงมาแล้ว และเป็นเรื่องของคนที่ไม่มั่นคงดังนั้นการเข้ามาใช้มันจึงไม่มี ท้ายที่สุดมันก็มีการดึงเอากฎหมายที่ใช้ควบคุม พอภายในเจ็ดวันคนงานหางานไม่ได้ก็ส่งกลับ เรื่องของค่าแรงที่ถูกโกงมาก็ยังไม่ได้คุยเพราะทำไม่ทัน เพราะมันต้องไปกรอกเอกสารถึงสามสี่หน้า และก็กรอกภาษาไทยไม่ได้กรอกภาษาพม่า ภาษาลาว ภาษากัมพูชา  เราเคยเจอกรณีหนึ่ง โรงงานปิด  คือโรงงาน ร้อยยี่สิบคน เราก็ไม่นั่งกรอกแปลแล้วกรอก ใช้เวลาเกือบสองเดือน ท้ายที่สุดแล้วในแง่ธุรกิจก็ ใช้กฎหมายได้จริง โดยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

 

ประการสุดท้ายคือรัฐหรือกฎหมาย ไม่เคยมองเห็นก็คือ กฎหมายในเชิงอำนาจที่มันเกิดขึ้น โดยตัวภาพพจน์ในตัวกฎหมายมันคืออำนาจ เวลาเรามองอำนาจจึงเป็นอำนาจสมบูรณ์แบบ ไม่ได้มองว่าจริงๆมีอำนาจแบบหนึ่งเข้ามาเช่นอำนาจของลูกจ้างและนายจ้าง อำนาจของคนในรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐก็มองไม่เห็นอำนาจแบบนี้ก็เลยมองว่าทุกคนคงได้รับความคุ้มครอง โดยไม่ได้มองกว่าจะมีแรงงานกี่คนที่กล้ารุกขึ้นมาขอเรียกร้องกับนายจ้างนะโดยไม่สนว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ว่าจะถูกเลิกจ้างเมื่อไร นี่คือสิ่งที่กฎหมายไม่เคยมองเห็นและก็เวลาออกแบบกฎหมายก็จะมองคนเป็นกลุ่มเดียวกันหมด

และที่สำคัญก็คือผมคิดว่าวันนี้ผู้ออกกฎหมายไทยที่เกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติมันมองคนแค่มิติเดียว คือวันนี้เช่นตัวมติครม.ที่ออกมาล่าสุด อนุญาตให้ลูกของแรงงานต่างข้ามชาติมาจดทะเบียนได้โดยให้แรงงานที่จดทะเบียนพาลูกมาจดทะเบียนและบอกว่าตัวเองคือลูก และอายุไม่เกินสิบห้าปี เพราะสิบห้าปีทำงานได้  มตีครม.พูดถึงเรื่องอะไรบ้าง หนึ่งลืมนึกถึงว่าเด็กอายุสิบห้าก็ต้องเรียนหนังสือได้แล้ว เด็กสิบห้าปีบางคนยังอยู่ในโรงเรียนอยู่เลย แล้ววันนี้ถ้าไม่จดทะเบียนเด็กจะอยู่ยังไง อันนี้ก็ไม่ได้คิด ข้อสองก็คือ ทำราวกับว่าครอบครัวที่มีอยู่จริงๆ มันมีแค่สองคน มีเพียงพ่อกับลูกหรือแม่กับลูก อีกฝั่งหนึ่งหายไป ปู่ย่าตายายก็หายไปแล้วก็ไม่เปิดให้จด ฉะนั้นท้ายที่สุดโดยตัวระเบียบหรือการกระทำของรัฐเองคือมันมองคนกลุ่มนี้เป็นแค่แรงงานที่เข้ามาเพื่อทำงานเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่งในสังคมไทยเพื่อจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตโดยไม่มองเรื่องอื่น แล้วก็เอาเรื่องของความมั่นคงมาครอบไว้  ท้ายที่สุดความจริงสิ่งที่ทำให้อำนาจรัฐแบบนี้มันทำงานได้ คือการทำให้คนรู้สึกว่า คนกลุ่มนี้เป็นคนอื่น เซ็นเซอร์ตัวเอง เมื่อเห็นภาวะการถูกละเมิดแล้วไม่กล้าเข้าไปช่วยเหลือ  ไม่รู้สึกว่าต้องช่วย อันนี้เป็นโจทย์หนึ่งที่สำคัญในการที่ต้องพูดเรื่องของปัญหานิติรัฐ

เลือกอ่านตอนอื่นๆ ของงานเสวนาได้ที่ http://www.openthaidemocracy.com/node/70

0